Features | Security

ตรวจ หวย งวด 16 ก ค 2563: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ตรวจ ลอตเตอรี่ 16 มีนาคม 3, เรียน ลูกค้าและผู้ใช้บริการทุกท่านค่ะ SCB ขอเรียนว่า ธนาคารจะปิดระบบ ATM ชั่วคราวทั่วประเทศ ในคืนวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2558 ตั้งแต่เวลา 5 ทุ่ม ถึง เวลาตี 5 ของวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 เพื่อพัฒนาระบบ และเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมผ่านเครื่อง ATM ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าค่ะสำหรับกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จำนวน 114 ล้านหุ้น เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 27 ส.ค.58 คาดว่าจะได้รับการอนุมัติ และจะสามารถระดมทุนได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/58 น่าจะระดมทุนได้ราว 180-200 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงินที่ได้ทั้งหมดไปชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจากสถาบันทางการเงินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยลงเหลือราว 8-10 ล้านบาท/ปี จาก 20 ล้านบาท/ปีด้านนายนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า DAII ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุนในการเปิดจองซื้อหุ้นที่ผ่านมา โดยการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกจำนวน 30 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 23.08% ของจำนวนหุ้นสำมัญที่ออกและเรียกชำระแล้ว ในราคาเสนอขายหุ้นละ 4.00 บาท คาดว่าเป็นผลจากนักลงทุนเชื่อมั่นในธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง、KTB28C1510A +50.0% (KTB +3.6%)โดยหุ้นกู้ที่ออกในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A-/Stable จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งอันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในระหว่างปี 2555-2557หุ้นไมโครซอฟท์ ดิ่งลง 3.68% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้เพียง 2.22 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปีนี้ หุ้นยาฮู ปรับตัวลง 1.23% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขขาดทุนในไตรมาส 2 มูลค่า 21.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 2 เซนต์ต่อหุ้น ตรงข้ามกับไตรมาส 2 ปีที่แล้วที่ทางบริษัทมีกำไร 269.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 26 เซนต์ต่อหุ้นส่วนบริษัท อินเตอร์เนชันแนล บิสิเนส แมชีนส์ คอร์ปอเรชัน (IBM) เปิดเผยว่า กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่ 3.58 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งลดลง 15% เมื่อเทียบรายปี。 SET ปิดเช้าบวก 3.71 จุด PTT ซื้อ-ขายสูงสุด 1.42 พันลบ.แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท/หุ้น ,นักลงทุนจับตาดู EIA จะเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ในวันนี้ ส่วนในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 438,000 บาร์เรล สู่ระดับ 57.1 ล้านบาร์เรล ขณะที่การผลิตน้ำมันดิบในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 9.562 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก ไม่เป็นความจริง จะไปพูดอย่างนั้นได้อย่างไร น่าจะเป็นขบวนการปล่อยข่าวทำให้เสียชื่อเสียง ต้องการใส่ร้าย ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าว ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว10. วันศุกร์ ๑ กรกฎาคม วันหยุดภาคครึ่งปีดังนั้น การคมนาคมที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและตรงเวลา จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวไปยังเกาะสมุยและเกาะพะงัน ส่งผลให้ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ต้องเตรียมขยายธุรกิจการเดินเรือเฟอร์รี่ให้มากขึ้น เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ต่อไปในอนาคต อีกทั้งบริษัทยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของประเทศให้ก้าวต่อไปได้ด้วย,สำหรับประเด็นกรีซที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนนั้น รัฐสภากรีซจะลงมติในวันพุธนี้เพื่อรับหรือไม่รับมาตรการปฏิรูปธนาคาร และกระบวนการยุติธรรมตามข้อตกลงที่นายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรี ทำไว้กับกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ เพื่อแลกกับการได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน EE มาได้ยังไง จากที่ตลาดกำลังปรับลดลงแรงไปเกือบ 20 จุด จนภาพทางเทคนิคของหุ้นหลายตัวเสียไปแล้ว แต่ EE กลับปรับเพิ่มขึ้นมาได้ 0.07 บาทหรือเท่ากับ 5.69% ปิดที่ 1.30 บาท ด้วย Volume ที่เข้ามามากที่สุดในรอบ 3 เดือน ทำให้เชื่อว่า Momentum การขาขึ้นยังไม่น่าจะจบง่ายๆด้านนายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในครึ่งปี 58 จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจจัดการกองทุนด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1,117,301 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20.6% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2558) รวมถึงยังสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ทั้งในธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 22.4% และ15.5% ตามลำดับ ตลท.ลดเป้าวอลุ่มเฉลี่ยปีนี้เหลือราว 4.7 หมื่นลบ./วัน หลังปัจจัยลบกระทบนอกจากนี้ คาดว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 2/58 ของ AAV จะสามารถพลิกเป็นกำไรได้ราว 200-300 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 176 ล้านบาท ส่วนทั้งปี 58 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 1,698 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 183 ล้านบาททั้งนี้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงล่าง โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมยังมีความต้องการที่สูงอยู่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาซื้อโครงการของบริษัทที่มียอดขายกลับมาเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากช่วงเดือนพฤศจิกายน 57 มาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 58 ยอดขาย Pre-sale ชะลอตัว คาดว่าลูกค้าอาจจยังรอสัญญาณอะไรบางอย่างที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อที่เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นการทำโปรโมชั่นในแต่ละโครงการที่เป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าจับตารออยู่ ประกอบกับพิจารณาความเชื่อมั่นของลูกค้าและกำลังซื้อของลูกค้าแต่ละราย สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 363.71 ล้านบาท (SET+MAI)。

อย่างไรก็ตามกลุ่มพลังงานยังคงเป็นกลุ่มหลักในการกดดันตลาด สวนทางกับกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นหลังการรายงานผลการดำเนินงานที่ดีกว่าตลาดคาด ส่งผลให้ Call DW บนหุ้นธนาคารปรับตัวขึ้นตาม ตัวอย่าง DW28 เช่น KTB28C1510A +50.0% และ KTB28C1512A +26.3% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +3.6% ส่วน Call DW กลุ่มพลังงานปรับตัวลงตามหุ้นอ้างอิง เช่น PTT28C1510A -8.7% PTT28C1607A -6.4% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวลง -2.5% อย่างไรก็ตาม Put DW หุ้นพลังงานปรับตัวขึ้น เช่น PTT28P1511A +7.0% เป็นต้นT กรอบ 0.33-0.40 ,ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5% สูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 4.64% เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนได้ค่อนข้างดี และมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 500 ตันข้าวสาลี/วัน ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในปี 59 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8-10% หลังจากใช้กำลังผลิตเฟส 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้กำลังการผลิตรวมเกิน 70% ซึ่งทำให้บริษัทได้ประโยชน์การประหยัดจากขนาด (economy of scale)ทั้งนี้ประเภทของกองทุนรวมที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ กองทุนต่างประเทศ (FIF) กองทุนตลาดเงิน กองทุน LTF และกองทุน RMF ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 38% , 32%, 25% และ 26% ตามลำดับ โดยกองทุนที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่ กองทุนต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 24.6% และกองทุนตลาดเงินที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 31.6% สำหรับการรายงานผลประกอบการงวด 2Q58 ธนาคารฯ 7 แห่งรายงานกำไรสุทธิ 4.9 หมื่นล้านบาทดลลง 5.7% QoQ และ 5.5% YoY ยังคงเหลือ BAY, BBL และ KTB ที่ยังไม่ประกาศงบ ถือเป็นผลประกอบการที่สูงกว่าที่คาดหมายเดิมที่คาดไว้ 4.74 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่น่าจะมีผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนประมาณการกำไรปี 2558 ซึ่งมีการปรับลดไปก่อนหน้า เนื่องจากยังมีแรงกดดันของแนวโน้มผลประกอบการ 2H58 ที่เป็นขาลง จากการตั้งสำรองหนี้ฯ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เร่งตัวขึ้น การเติบโตของสินเชื่อที่แผ่วตัว และการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงทีผ่านที่จะเป็นตัวกดดัน NlM โดยตรงก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการเหมืองทองคำได้มีการปิดตัวไปถึง 40% แล้ว ทำให้คาดว่าโอกาสที่ราคาทองคำในตลาดโลกถ้าจะปรับลดลงคงอีกไม่มาก เพราะหากปรับลดลงแรงอีก คาดว่าจะมีการทยอยปิดเหมืองทองคำเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากต้นทุนราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ คาดว่าราคาทองคำจากนี้ถ้าจะปรับลดลงก็ไม่น่าจะลงลึก ดังนั้นคำแนะสำหรับผู้จะลงทุนในทองคำในขณะนี้ หากราคาปรับลดลงมา พอเข้าลงทุนได้ประเมินดัชนีคาดว่าจแกว่งตัวลงไปทดสอบแนวรับ 1,440 จุด เรามองการรีบาวด์จากระดับ 1,432 จุด ขึ้นมาราว 13 จุด ในภาคเช้า เริ่มมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคาร เราจึงมองการรีบาวด์จะยังไม่แข็งแรง โดยให้จับตาหุ้นกลุ่ม ICT (INTUCH, ADVANC, TRUE, DTAC) ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่นำดัชนี ในขาขึ้นรอบใหม่ ระยะสั้นยังเน้นหมุนรอบการทำกำไรให้เร็ว,ขณะที่ บริษัทยังมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่ทำได้กว่า 40 ล้านบาท แม้ว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้อาจจะลดลงราว 1% จากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ราว 6% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการออกแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายและการรับรู้แบรนด์สินค้าในปีนี้,อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดฯ ค่อนข้างมีความผันผวน แต่เรายังคงมั่นใจว่า หุ้น DAII จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน จากการที่เป็นบริษัทฯ แห่งนวัตกรรมโดย เป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตรั้วสำเร็จรูปและบ้านสำเร็จรูป ที่มีการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อีกทั้ง เรามีเทคโนโลยีการผลิตเป็นของตนเอง จึงสามารถนำเสนอสินค้าและควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ การเข้ามาระดมทุนในตลาด mai จะยิ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความแข็งแกร่งทางด้านเงินทุน รวมถึงเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้ ไดอิ กรุ๊ป เดินตามแผนที่วางไว้ได้ พร้อมวางเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ และจะรักษาอัตราการเติบโตในช่วง 3 5 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 20% ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าการส่งออกจะกลับมาในไตรมาส 4/58 นี้ตั้งแต่เดือน ก.ย.เป็นต้นไปน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน เม.ย.58 ซึ่งเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงจะต้องใช้เวลาราว 3-4 เดือนในการเสนอคำสั่งซื้อมาในราคาที่ถูกลง TMB28C1510A +20.0% (TMB +1.8%)สำหรับหุ้นที่ร่วงแรงประจำวันนี้ (21 ก.ค.) ได้แก่IVL/26.75 แรงซื้อหนาแน่น หลังวานนี้ลงมาแตะ Low เดิมและราคาดีดตัวขึ้นมาได้ แนวโน้มรีบาวด์ เก็งกำไร แนวรับ 26.25 แนวต้าน 28.00-28.50 Cut loss 25.50 บ.ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา อิหร่าน และ 6 ประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย ได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน หลังจากอิหร่านให้คำมั่นว่าจะลดการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม? กลยุทธ์ระยะสั้นยังเน้นรอซื้อเมื่ออ่อนตัวแถวแนวรับ โดยแนะนำสะสมหุ้นผลประกอบการเด่น อาทิ IVL, PTTGC, CSS เป็นต้นนักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพุธ สหรัฐจะเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย. ส่วนวันพฤหัสบดี สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์, ดัชนีกิจกรรมการผลิตทั่วประเทศเดือนมิ.ย.จากเฟดชิคาโก และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนมิ.ย.จาก Conference Board สำหรับวันศุกร์ สหรัฐจะเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนก.ค. และยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย.ตามมาด้วยกลุ่มบันเทิง มีการปรับประมาณการกำไรของ MCOT และ RS ลง เนื่องจากรายได้ค่าโฆษณาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่ายใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ทั้งนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหลือน่าจะเห็นการปรับประมาณการหลังการประกาศงบการเงิน 2Q58 (กลางเดือน ส.ค.) จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาด (EPS) ในปี 2558 และ 2559 ลดลงจากประมาณการเดิม 3.8 และ 3.5% เหลือ 92.17 และ 105.5 บาท ตามลำดับ นับเป็นการปรับลดประมาณการเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อสิ้นงวด 1Q58 ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการฯ ปีนี้ และปีหน้าลง 7.3 และ 4.3% ตามลำดับ ส่งผลให้ดัชนีเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 อิง Expected P/E 15.5 เท่า อยู่ที่ 1427 จุด จึงคาดว่าดัชนียังมีโอกาสปรับลงต่ออย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะไม่มีการเปิดโครงการใหม่ที่บริษัทเป็นผู้พัฒนาเอง แต่จะมีโครงการร่วมทุนกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ที่จะเปิดอีก 5 โครงการ มูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการเดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71, เดอะไลน์ วงศ์สว่าง, เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค, เดอะไลน์ เพชรบุรี 18 และโครงการคอนโดมิเนียมอยู่ในทำเล CBD อีก 1 โครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังมีมูลค่าโครงการเหลือขายที่เป็นโครงการของบริษัทอยู่ในปัจจุบันราว 6-7 พันล้านบาท นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสที่จะเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้หมดสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารประเทศไม่ได้จัดการไว้ให้ดีตั้งแต่อดีต เช่น การค้ามนุษย์ กฎกติกาการค้าขายระหว่างประเทศ มาตรฐานการบินที่กระทบต่อสายการบินไนประเทศ หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร AAV (คาดกำไรออกมาแข็งแกร่ง และไม่ได้รับผลลบจากการตรวจของ FAA เนื่องจากไม่ได้บินไปสหรัฐฯ แต่น่าจะได้จิตวิทยาบวกหากผลออกมาดี, เป้าทางกลยุทธ์ 4.90-5.10 ตัดขาดทุน 4.60), ADVANC (Defensive play ที่ให้ interim dividend สูง, เป้าทางกลยุทธ์ 255-262 ตัดขาดทุน 246) //เก็ง SET ฟื้นตัว:TTA TPIPL HANA SAMART (วางจุดตัดขาดทุนที่ราคาต่ำสุดเมื่อวาน)。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?