The Debate

16 ก ค 63 ตรวจ หวย: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

ผล บอล ยูโร ป้า ลีก เมื่อ คืน,นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ จะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซน การประชุมธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่า BOJ น่าจะรอผลของการประชุมเฟดในครั้งนี้ ด้านไทยเองจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธ คาดว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากช่วงนี้นโยบายทางการเงินจะมีผลค่อนข้างน้อย ประเทศไทยจะใช้นโยบายทางการคลังซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยตรงมากและเร็วกว่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่ ครม. ใหม่ได้เสนอมาตรการไปแล้ว ซึ่งจะต้องติดตามผลกันต่อไปราคาปิด 1.88 ตัดขาดทุน 1.80 หุ้นยุโรปปิดลบ นักลงทุนชะลอซื้อขายก่อนรู้ผลประชุมเฟด,โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 83 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นระบบ Adder 33 เมกะวัตต์ ได้แก่ CRB และ PTG (เฟส 1) และ ระบบ Feed in Tariff (FiT) 50 เมกะวัตต์ ได้แก่ MWE, MGP, TSG, PGP และ SGP ซึ่งกำไรสุทธิที่ได้รับจาก FiT จะสูงกว่าระบบ Adder เติบโตขึ้นถึง 45-60% ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิสำหรับโรงไฟฟ้าที่ได้รับระบบ FiT จะมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 45-50% ถือว่าบริษัทเติบโตได้ค่อนข้างจะเร็วมาก เพราะจากเดิมมี 10 เมกะวัตต์ แต่ตอนนี้มี 106 เมกะวัตต์ เติบโต 10 เท่า อีก 3 ปี ภาพของ TPCH ก็จะเติบโตทั้งรายได้และกำไร โดยเป็นการเติบโตที่มั่นคงแน่นอน เพราะบริษัทมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่แน่นอนแล้วแนวต้าน: 4.64 4.76 4.9 5.05ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 200-300 ล้านบาทในช่วงเดือน ต.ค.นี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จากวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด 1 พันล้านบาท KBS คาดโรงงานเอทานอลกำลังการผลิต 2 แสนลิตร/วัน แล้วเสร็จภายในปี 60 สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) U-W1 มูลค่าสูงสุด 10.83 ลบ. นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ TSTH เปิดเผยว่า เชื่อมั่นว่าไตรมาส 1 ทำได้ ไตรมาส 2 ก็น่าจะทำได้เช่นเดียวกัน ทั้งลดและควบคุมต้นทุนผลิต ลดค่าใช้จ่ายบริหารต่างๆ มั่นใจเรื่อง cost ที่ควบคุมได้ดีมาก จึงมั่นใจทั้งปีก็น่าจะเป็นกำไรสุทธิJAS มูลค่าการซื้อขาย 1,552.76 ล้านบาท ปิดที่ 5.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาทสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยมีการผลิตอยู่ที่ 1.88 ล้านคัน ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะสูงถึง 3 ล้านคันในปี 63 และนอกจากความต้องการในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีโอกาสขยายตลาดเหล็กลวดเกรดพิเศษ ประเภทนี้ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านผู้ผลิตยานยนต์อื่น เช่น อินโดนีเชีย และมาเลเซีย ซึ่งในปัจจุบันต้องนำเข้าเหล็กลวดเกรดพิเศษทั้งหมดด้าน พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่มีการสรุปประเด็นการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆาตกรรม แต่ขณะนี้ได้มีการเก็บรวบรวมกล้องวงจรปิดตามเส้นทางครบทั้งหมดแล้ว และยังต้องรอข้อมูลสำคัญอื่นๆ อีก เช่นสำนวนการชันสูตรศพนายชูวงษ์ที่สถานีตำรวจนครบาลอุดมสุขยังไม่ได้ส่งมาให้นางสาวอัญชลี สืบจันทศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ล่ำสูง จำกัด (มหาชน) หรือ LST เปิดเผยว่า บริษัทฯปรับเป้าลดปริมาณการขายปีนี้ลงเหลือใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 1.8 แสนตัน จากเดิมที่คาดจะเติบโต 5% จากปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การบริโภคน้ำมันปาล์มปรับตัวลดลง และทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มล้น KBANK มั่นใจปีนี้สินเชื่อรายย่อยโต 5-7% เชื่อ Q4 การจับจ่ายใช้สอยพีคสุดโดยหุ้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางพุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุด โดยหุ้นโยโกฮามา รับเบอร์ พุ่งขึ้น 4% และหุ้นบริดจ์สโตน ปรับขึ้น 3.6% และหุ้นกลุ่มส่งออกได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินเยน โดยหุ้นโคมัตสุ ผู้ผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม พุ่งขึ้น 4.2% ขณะที่หุ้นโตโยต้า ปรับขึ้น 2.1% , Most Negative Impact: CPALL (-0.71 จุด) DTAC (-0.38 จุด) MINT (-0.23 จุด) 2. บริษัทจะซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากบริษัท คิมเส็งค้าเหล็ก จำกัด เป็นจำนวนเงิน 3.74 ล้านบาทด้านจีน เมื่อวันอาทิตย์ ได้มีการประกาศตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยังโตอยู่แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่เนื่องจาก ตลาดคาดว่าในที่สุดทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ดังนั้น ความคาดหวังตรงนี้ ทำให้ตลาดหุ้นจีนไม่น่าจะปรับตัวลดลงมากเหมือนก่อนหน้านี้ และน่าจะมีลุ้นในการปรับตัวขึ้นอีกด้วยในระยะต่อไป。

ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 7.80-9 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 7.70 บาทแนะนำซื้อ TVD โดยมีแนวรับที่ 1.92 และ 1.90 และมีแนวต้านที่ 2.00 และ 2.10 เป็นจุดขายทำกำไรCEI เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบริษัท ตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ACC การปรับเปลี่ยนนี้ทำทั้งในแง่โครงสร้างผู้ถือหุ้น โครงสร้างธุรกิจ ซึ่งแน่ชัดมากๆ ว่าทำพลังงาน มีการตั้งบริษัทย่อยชือ ACC Green Energy เงินสดที่มาจากการเพิ่มทุน PP ไปนั้นตระเตรียมไว้สำหรับลุยธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะ นอกจากนี้เตรียมทำอสังหาด้วยเช่นกัน แสดงว่าธุรกิจของบริษัทเป็นทั้งการสร้างรายได้ก้อนโตจาก property และสร้างรายได้ระยะยาวจากพลังงาน ล่าสุดเตรียมซื้อ บริษัทบางปะกง โซล่าร์ ซึ่งได้จ่ายไฟฟ้าแบบ solar roof top แล้ว อนาคตของบริษัทดูเหมือนกำลังปั้นลูกขึ้นมา และเตรียมนำเข้าจดทะเบียนในตลาดแน่ เปลี่ยนโฉม CEI ไปอย่างสิ้นเชิง ให้จับตาการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้ให้ดี สิ่งที่น่าสังเกตก็คือภายหลังข่าวการปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้แล้วนั้นราคาหุ้นเริ่มเดินหน้า มีโวลุ่มเข้ามาอย่างจริงจัง แสดงว่าต้องมีคนรู้รายละเอียดลึกๆ ว่าบริษัทจะเดินหน้าไปทางใด และจะพลิกโฉมกำไรของบริษัทไปอย่างไร จึงกล้าเข้ามาเก็บหุ้นอย่างจริงจังอย่างไรก็ดี JAS ยังมีข่าวดีทั้งในเรื่องของการร่วมประมูล 4G ที่มีความคืบหน้าและมีความพร้อมเข้าร่วมประมูลเต็มที่ รวมทั้งธุรกิจเดิมบรอดแบนด์ที่เติบโตขึ้นเจ้าอันดับหนึ่งของตลาด?ทั้งนี้ เฉพาะในปีเศษที่ผ่านมา เมย์แบงก์ ได้ให้สินเชื่อแก่บริษัทชั้นนำในไทยหลายแห่ง เพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่องแก่ธุรกิจและการซื้อกิจการในภูมิภาค มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณงานที่มีเข้ามามากอย่างต่อเนื่อง และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงเสริมความแข็งแกร่งของทีม โดยได้นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจร่วม ซึ่งมีผลตั้งแต่เมื่อต้นเดือนกรกฏาคม ที่ผ่านมาโดยก่อนหน้านี้บริษัทได้เซ็นสัญญา บันทึกความร่วมมือ หรือ MOU กับ บริษัท โกเบ สตีล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กลวดเกรดพิเศษชั้นนำ ของญี่ปุ่น และของโลก เพื่อเดินหน้าธุรกิจเหล็กลวดเกรดพิเศษ ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนด้วยอนึ่ง WCIH จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อปลายปี 2557 โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนและเรียกชาระแล้ว 1,000 ล้านบาท WCIH มีบริษัทลูก 1 บริษัท คือ บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (WCIG) ประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทคลินิกเวชกรรมไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน โดยเน้นให้บริการคำปรึกษาและตรวจรักษาปัญหาด้านผิวพรรณและลดกระชับสัดส่วน ภายใต้ชื่อ วุฒิศักดิ์ คลินิก โดยจะให้กรอกรายละเอียดการสั่งจองสลาก จากนั้นนำหลักฐานการชำระเงินไปรับสลากได้ที่ไปรษณีย์ในพื้นที่ของตนเอง โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนกับธนาคารกรุงไทยตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ และสามารถจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 3-7 ตุลาคมนี้ ในราคา 70.40 บาทต่อฉบับ เพื่อจัดส่งทางไปรษณีย์ในต่างจังหวัดภายใน 3 วัน และเริ่มออกรางวัลในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน, รอยัลสล็อต-เกมยิงปลา เกมตู้ครบวงจร รหัสแลกโบนัสฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้นCEI ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 1.14-1.18 บาท แนวต้าน 1.28-1.38 บาท,AOT (BUY:[email protected]) : คาดปี 58-59 กำไรจากธุรกิจหลักโตเฉลี่ยปีละ 16% จากการเติบโตของสายการบิน Low Cost และนักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลีและกลุ่มอาเซียนที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.ยังคงเติบโต 25%YoY + มี Upside 21.7% จึงแนะนำ ซื้อ นอกจากนี้ ยังเตรียมผลิตรายการวาไรตี้ใหม่เองอีก 5 รายการ ได้แก่ จิ๋วซ่า รายการเรียลลิตี้เด็กที่น่ารักสุดแสบซ่า และ เอิ๊กโชว์ วาไรตี้ทอล์คโชว์ ที่เชิญทั้งเซเลบหรือดาราที่กำลังมีประเด็นเด็ดหรือตกเป็นกระแสมาร่วมรายการ ทำให้นับจากนี้จะได้เห็นสัดส่วนคอนเทนต์ละคร 20% ขณะที่รายการวาไรตี้ 50% รายการข่าว 25% และรายการกีฬา 5%อีกทั้งในปี 60 บริษัทจะขยายศูนย์ซ่อมบำรุง เพื่อรองรับงานซ่อมบำรุงรถขนาดใหญ่ภายนอก จากเดิมที่มีเพียงบริการซ่อมบำรุงรถของบริษัทเองเท่านั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ปิดตลาดช่วงเช้า (15 ก.ย.) บวก 1.94 จุด หรือ 0.14% มาที่ 1,379.09 จุด สูงสุดที่ 1,381.09 จุด ต่ำสุดที่ 1,373.62 จุด มูลค่าซื้อขายที่ 17,958.10 ล้านบาททั้งนี้ทางบริษัทได้มีการชำระเงินค่าสินทรัพย์ดังกล่าวข้างต้น และผู้ขายทั้ง 4 รายได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน อาคาร และสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเครื่องจักรทั้งหมดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแล้ว เมื่อวันที่ 4 ก.ย.58ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรก ได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตTHCOM (BUY: Consensus [email protected]) : ปี58 คาดกำไรโต 22.2%YoY จากไทยคม 7 ที่รับรู้รายได้เต็มปีเป็นปีแรก ขณะที่Utilization Rateของไทยคม 7จะเพิ่มเป็น100% ภายในช่วง 3Q58(จากช่วง 1H58 ที่ 58%) และของไทยคม 6 จะเพิ่มเป็น 100% ในปี 59 (จากปัจจุบันที่ 68%) ซึ่งคาดหนุนให้กำไรปี 59 โตต่อ 15.9%YoY + มี Upside 53.5% ขณะที่ยังมี Upside Risk จากไทยคม 8 ซึ่งคาดเสร็จในช่วง 2H59 จึงแนะนำซื้อ ดัชนี 1,379.09 เปลี่ยนแปลง +1.94 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,958 ลบ.(+/-) ราคาน้ำมันโลก หากอ่อนตัวลงต่อ จะกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยให้ปรับถอยลงต่อ,พร้อมตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 59 บริษัทมีแผนจะทำการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ประมาณ 4-5 บริษัท และมีกองทุน รวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ประมาณ 1-2 บริษัท และกองทรัสต์เพื่ออสังหาริมทรัพย์ Real Estate Investment Trust (REIT) 1 บริษัท โดยมีมูลค่าการระดมทุนรวมทั้งหมดกว่า 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากการเป็นที่ปรึกษาด้านการเป็นที่ปรึกษาในการจัดเงินกู้โครงการ (Project Finance Arranger) รวมถึงด้าน M A ให้กับ บริษัทไทย ซึ่งการมีเครือข่าย Maybank ในหลายประเทศ ทำให้ได้ประโยชน์ในเชิง Cross Border M A เพิ่มขึ้นอีกด้วยระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 30-34 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 29 บาทCHOW ซื้อเก็งกำไร*SCCC แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน ,ทั้งนี้ เฉพาะในปีเศษที่ผ่านมา เมย์แบงก์ ได้ให้สินเชื่อแก่บริษัทชั้นนำในไทยหลายแห่ง เพื่อใช้ในการเสริมสภาพคล่องแก่ธุรกิจและการซื้อกิจการในภูมิภาค มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณงานที่มีเข้ามามากอย่างต่อเนื่อง และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงเสริมความแข็งแกร่งของทีม โดยได้นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจร่วม ซึ่งมีผลตั้งแต่เมื่อต้นเดือนกรกฏาคม ที่ผ่านมาพร้อมกันนี้ มีมติให้บริษัท ไพพ์ ซัพพอร์ทส์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับยกเว้นการเรียกเก็บอากรปกป้องสำหรับการนำเข้าเหล็กเกรดพิเศษ เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เบอร์เก้น ไพพ์ ซัพพอร์ท เอเชีย จำกัด ตามที่บริษัทร้องขอ ทั้งนี้จะได้มีการออกประกาศคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้องและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.